การแต่งกายของชาวไทดำ

          จากการสอบถาม คุณป้าขาน ซ้อนเปียซุง ทราบว่าการนุ่งผ้าซิ่นเป็นเอกลักษณ์ของหญิงเผ่าพันธุ์ไทดำมานานแล้ว ส่วนใหญ่จะนุ่งผ้าที่ทอกันขึ้นมาใช้เองตั้งแต่อดีตถึงยุคปัจจุบัน ทุกครัวเรือนผู้หญิงจะเป็นผู้ทอผ้าขึ้นมาใช้เอง เป็นผ้าฝ้ายทอมือ ประกอบไปด้วยเชิงบนซิ่นเป็น “หัวซิ่น” “ตัวซิ่น” เชิงล่างซึ่งเป็น “ตีนซิ่น” ย้อมครามจนเป็นสีครามเข้มเกือบดำ นำมาทอสลับลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของลาวโซ่ง ผู้หญิงในชีวิตประขำวันจะนุ่งซิ่น “ลายแตงโม” หรือ “ลายชะโด” นอกจากนั้นยังมี “ซิ่นนางหาญ” โดยกว่าที่จะทอได้ผ้าออกมาเป็นผืนและนำไปตัดเย็บเป็นซิ่นนั้นต้องใช้เวลานานมาก เริ่มตั้งแต่การนำดอกฝ้ายมาตีเอาเมล็ดฝ้ายออก แล้วนำไปตีเพื่อให้ได้เนื้อฝ้ายที่มีความนุ่มฟู จากนั้นนำฝ้ายที่ได้ไปปั่นเป็นเส้นเก็บไว้ทอ นอกจากนั้นยังมีการทำลายผ้าที่ต้องนำเชือกฟางไปมัดฝ้ายให้เป็นลวดลายแล้วนำไปย้อมเพื่อนำมาทอเป็นผืนผ้าต่อไป ซึ่งผ้าทอของชาวไทดำนั้นจะนิยมทอลายแตงโม และลายนางหาญ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

           ตำนานผ้าซิ่นลายแตงโม เป็นคำบอกเล่าสืบต่อกันมา การที่ผ้าซิ่นลายแตงโมใช้เส้นยืนสีแดงเป็นหลักเส้นพุ่งเป็นสีดำ หรือครามเข้มเกือบดำ นั้นเรื่องราวก็มีอยู่ว่า เป็นธรรมเนียมมาตั้งแต่โบราณกาล ผู้ชายที่เป็นสามี เป็นผู้นำของครอบครัวมีหน้าที่ออกจากบ้านไปเข้าป่า หักร้างถางพง เป็นแหล่งทำมาหากินทำไร่ไถนา หาเผือกหามัน ปล่อยให้ภรรยาอยู่กับเหย้าเฝ้าเรือน จนกว่าสามีจะกลับบ้าน สาวเจ้าจะนั่งทอผ้าไป ใจก็ประหวัดนึกถึงสามีที่เข้าป่าหลายวัน อันความรักความคิดถึงย่อมจะมีอยู่ในตัวของทุกคน มันวิ่งแล่นอยู่ทุกลมหายใจ ยิ่งกว่ากระสวยที่พุ่งผ่านเป็นเส้นขัดให้เป็นผืนผ้าในกี่ทอผ้าที่กำลังทออยู่ สาวเจ้าจึงใช้สีแดงย้อมเส้นยืน ซึ่งเป็นสีที่ใช้แทนหัวใจที่โหยหาอาวรณ์ในคนรักที่จากกัน ส่วนเส้นพุ่งใช้สีครามเข้าเกือบดำแทนตัวเอง ใช้ทอทับเป็นเส้นขัดให้เกิดเป็นเนื้อผ้า โดยซ่อนเส้นยืนสีแดงเอาไว้ เมื่อเวลานุ่งผ้าซิ่นลายแตงโมคอยสามี ต้องแสงแดดแวววับของเหลือบสีแดงสะท้อนออกมา เสมือนหนึ่งเป็นสื่อสัญญาณแห่งความรักที่มีต่อกัน แม้จะเห็นเพียงราง ๆ ก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อปกปิดความอาย ที่เป็นคุณสมบัติของหญิงสาวชาวลาวโซ่งโดยแท้

           ตำนานซิ่นนางหาญ “ซิ่นนางหาญ” เป็นชื่อเรียกซิ่นตาหมี่ของชาวบ้านนาป่าหนาด จังหวัดเลย เป็นซิ่นที่ทอลักษณะเดียวกับซิ่นตาหมี่ แต่มีการขิดคั่นลายมากกว่าซิ่นตาหมี่ ซิ่นนางหาญนี้มีตำนานเล่ามาคือ หญิงไทดำที่ทอ มีพี่น้องที่เป็นหญิง 3 คน หญิงคนแรกเป็นผู้คิดค้นการมัดลายและทำการทอ แต่ทอยังไม่ทันแล้วเสร็จก็เสียชีวิตลง คนที่สองจึงทอต่อ ในระหว่างทอก็เสียชีวิตตามกันไปเป็นคนที่สอง หญิงคนที่สามจึงได้บอกเล่าผีเรือนว่า หากทอซิ่นผืนนี้สำเร็จ เมื่อมีการเสนเรือนจะใส่สำรับให้ ทำให้หญิงคนที่สามทอซิ่นผืนดังกล่าวได้สำเร็จ ตั้งแต่นั้นมาชาวไทดำจึงนิยมใช้ ซิ่นตาหมี่ หรือซิ่นนางหาญ ประกอบในพิธีการเสนเรือนมาจนถึงปัจจุบัน คำว่า “นางหาญ” ชาวบ้านนาป่าหนาดบอกว่า หมายถึงความกล้า ความเด็ดเดี่ยว ซึ่งน่าจะหมายถึงหญิงในตำนานคนที่สาม ที่กล้าทอซิ่นผืนดังกล่าวได้จนสำเร็จอย่างเด็ดเดี่ยวนั่นเอง

           เสื้อก้อม เป็นเสื้อสีดำด้วยการย้อมคราม ตัดเย็บด้วยมือ ฝีเข็มละเอียด จนสามารถสวมได้ทั้งสองด้าน ลักษณะเป็นเสื้อคอกลมผ่าหน้า แขนกระบอกเข้ารูป ติดกระดุมเงินถี่มากประมาณ 9 – 11 เม็ดถ้าฐานะดีก็จะติด 2 แถว กระดุมนั้นทำด้วยเงินเก่า ตีด้วยฝีเข็มเป็นยอดแหลมมีลายกลีบบัว ติดห่วง ปัจจุบันหายากมาก เสื้อก้อมเป็นเสื้อที่ใช้คู่กับผ้าซิ่นเป็นชุดลำลอง หรือชุดประจำเผ่าของชาวลาวโซ่งหญิง ใช้สวมไปทุกแห่ง ถ้าไปวัดก็พาดผ้าเปียว หรือ ผ้าสไบอีก 1 ผืน บางทีจะใช้ผ้าคาดอกเรียกว่า ผ้าเปียว ปักลวดลายไว้ที่ชายทั้งสองหญิงที่แต่งงานแล้ว จะใช้ผ้าเปียวสีดำ หรือ สีครามแก่ ถ้าไปตลาดก็สะพายกะเหล็บ ซึ่งสานด้วยไม้ไผ่ ใช้แทนกระเป๋า หรือถ้าจะเข้าป่าก็สะพายย่าม ใช้ผ้าเปียวก็นำมาโพกศีรษะแทนหมวก

เรียบเรียงโดย ณิชนันทน์ จงใจสิทธิ์
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

ดาวน์โหลดเนื้อหานี้